ระบบ On-Grid กับ Off-Grid ต่างกันอย่างไร

ระบบโซล่าเซลล์ On-Grid กับ Off-Grid ต่างกันอย่างไร? เลือกใช้แบบไหนให้เหมาะสม

การติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้านพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจมากมายในปัจจุบัน เพราะมีส่วนช่วยประหยัดค่าไฟได้ตั้งแต่ 30-70% เลยทีเดียว ซึ่งนอกจากเรื่องของคุณภาพของแผงโซล่าเซลล์ที่มีความสำคัญแล้ว การเลือกระบบโซล่าเซลล์ให้เหมาะกับการใช้งานยังมีส่วนช่วยให้ความคุ้มค่าด้วย แต่ปัญหาสำหรับมือใหม่คือไม่รู้ว่า ระบบ On-Grid กับ Off-Grid คืออะไรและต่างกันอย่างไร หรือระบบ Solar Hybrid จะเป็นตัวเลือกตอบโจทย์การใช้งานมากกว่าหรือไม่ ในบทความนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบอกกัน

ระบบโซล่าเซลล์มีอะไรบ้าง?

การติดตั้งโซล่าเซลล์ในปัจจุบันนั้นมีระบบหลักที่ใช้ทั้งหมด 3 ประเภท คือ ระบบ On-Grid, ระบบ Off-Grid และระบบ Hybrid ส่วนแต่ละแบบนั้นจะมีความแตกต่างกันอย่างไรหรือเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหนบ้าง ลองมาดูคุณสมบัติและการทำงานของโซล่าเซลล์แต่ละประเภทไดัตามรายละเอียดต่อไปนี้

ระบบ solar hybrid

1. ระบบโซล่าเซลล์ออนกริด (On-Grid)

ระบบโซล่าเซลล์ออนกริด คือ ระบบที่ใช้กระแสไฟแบบกึ่งซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งไฟฟ้าที่ผลิตมาจากแผงโซล่าเซลล์ และใช้ไฟฟ้าที่ถูกส่งมาจากการไฟฟ้าเพื่อรองรับในการใช้ไฟฟ้ากรณีที่แผงโซล่าเซลล์มีปัญหาได้ อีกทั้งยังมีโครงการของการไฟฟ้าที่ให้ผู้ใช้ขายไฟฟ้าส่วนเกินจากการใช้จริงคืนให้กับการไฟฟ้าได้อีกด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการยื่นขออนุญาตติดตั้งโซล่าเซลล์แบบ On-Grid กับทางการไฟฟ้าก่อน เป็นรูปแบบของระบบโซล่าเซลล์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะมีความคุ้มค่าและคืนทุนได้เร็ว

อ่านเพิ่มเติม :อัปเดตล่าสุด! 4 ขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซล่าเซลล์ที่ต้องรู้

จุดเด่นของระบบโซล่าเซลล์ On-Grid

  • ระบบออนกริดมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งต่ำกว่าระบบอื่นทำให้คืนทุนค่าติดตั้งได้เร็ว
  • สำหรับการติดตั้งใช้เองในบ้านอยู่อาศัย สามารถขายไฟคืนให้การไฟฟ้าได้
  • เมื่อแสงแดดน้อยสามารถดึงไฟจากการไฟฟ้ามาใช้งานแทนได้
  • ช่วยประหยัดค่าไฟได้มากโดยเฉพาะในช่วงกลางวันและช่วง Peak

จุดด้อยของระบบโซล่าเซลล์ On-Grid

  • ไม่สามารถผลิตและจ่ายไฟในเวลากลางคืนได้
  • มีขั้นตอนการยื่นเอกสารขออนุญาตที่อาจต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย
  • กรณีที่ไฟฟ้าดับระบบโซล่าเซลล์จะไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากมีการเชื่อมขนานระบบกับการไฟฟ้า

2. ระบบโซล่าเซลล์ออฟกริด (Off-Grid)

ระบบโซล่าเซลล์แบบออฟกริด คือ ระบบที่ไม่ได้เชื่อมต่อและขนานกับการจ่ายไฟของการไฟฟ้า โดยแผงโซล่าเซลล์แบบ Off-Grid จะมีแบตเตอรี่สำรองที่ใช้เก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงเวลากลางคืน จึงเหมาะต่อการใช้งานในบ้านหรือที่อยู่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล เช่น ป่าเขา หรือบนดอย ซึ่งไม่มีเสาไฟฟ้าผ่านในพื้นที่ ส่วนระบบ On-Grid กับ Off-Grid นั้นต่างกันอย่างไรก็ต้องดูจากการใช้งานของผู้ติดตั้งเป็นหลัก เพราะจุดเด่นของทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร

จุดเด่นของระบบโซล่าเซลล์ Off-Grid

  • สามารถใช้งานได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน เพราะใช้พลังงานที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่
  • ไม่มีค่าไฟฟ้ารายเดือนเพิ่มเติม
  • ไม่ต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้า เนื่องจากไม่ได้เชื่อมต่อระบบขนานกับการไฟฟ้า
  • ไฟดับก็ยังคงสามารถใช้งานไฟฟ้าได้หากมีพลังงานเหลือในแบตเตอรี่

จุดด้อยของระบบโซล่าเซลล์ On-Grid

  • หากต้องการใช้ให้ครอบคลุมกับระบบไฟฟ้าทั้งบ้าน ต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูง
  • ต้องคอยสำรองพลังงานในแบตเตอรี่ให้เพียงพออยู่เสมอ
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลและบำรุงรักษาแบตเตอรี่สูง คืนทุนช้า

3. ระบบโซล่าเซลล์ไฮบริด (Hybrid)

ระบบโซล่าเซลล์แบบสุดท้ายที่เป็นการผสมผสานทั้งระบบ On-Grid และ Off-Grid เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถใช้งานไฟฟ้าได้ทั้งจากการผลิตของแผงโซล่าเซลล์ และใช้ไฟฟ้าจากพลังงานในแบตเตอรี่สำรองได้ เป็นรูปแบบที่ช่วยให้มีไฟฟ้าใช้ได้ทั้งตอนกลางคืนและไฟฟ้าดับ รวมถึงยังมีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าใช้ได้อีกด้วย เหมาะใช้งานได้ตั้งแต่ที่พักอาศัยไปจนถึงสถานที่ที่มีไฟตกบ่อย หรือสถานที่ที่ต้องการความเสถียรของพลังงานไฟฟ้าตลอดเวลา

จุดเด่นของระบบโซล่าเซลล์ Hybrid

  • มีไฟฟ้าใช้งานได้ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน รวมถึงมีทางเลือกในการใช้ไฟจากการไฟฟ้าด้วย
  • เลือกช่วงเวลาที่จะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ได้ ช่วยลดปัญหาพลังงานไฟจากแบตเตอรี่ไม่เพียงพอ
  • มีไฟสำรองฉุกเฉินไว้ใช้งานได้ตลอด 24 ชม.
  • ลดโอกาสเกิดความเสียหายของอุปกรณ์ไฟฟ้าหากเป็นพื้นที่ที่มีไฟตกบ่อย
  • มีความเสถียรของระบบไฟฟ้าเนื่องจากใช้ไฟได้จากแหล่งจ่ายไฟได้ถึง 3 แหล่ง

จุดด้อยของระบบโซล่าเซลล์ Hybrid

  • ต้องทำเรื่องขออนุญาตกับการไฟฟ้าเหมือนกับระบบออนกริด
  • เนื่องจากมีการติดตั้งแบตเตอรี่จึงไม่สามารถขายไฟฟ้าคืนได้
  • มีระบบการใช้งานที่ซับซ้อน เนื่องจากผสมผสานระหว่างออนกริดและออฟกริด
  • มีค่าใช้จ่ายราคาสูงและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่สั้นกว่า ใช้เวลาคืนทุนช้ากว่าระบบอื่น

อ่านเพิ่มเติม :อัปเดตล่าสุด! 4 ขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซล่าเซลล์ที่ต้องรู้

แผงโซล่าเซลล์

ระบบโซล่าเซลล์แต่ละแบบเหมาะกับการใช้งานอย่างไร?

เมื่อทราบแล้วว่า ระบบ On-Grid กับ Off-Grid ต่างกันอย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ลองมาดูกันว่าโซล่าเซลล์แต่ละแบบนั้นเหมาะหรือตอบโจทย์การใช้งานแบบไหนกันบ้าง

ระบบโซล่าเซลล์ On-Grid

ระบบที่มีการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เพื่อใช้รับพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้า แต่ไม่มีแบตเตอรี่ที่ใช้ในการเก็บพลังงาน จึงเหมาะสำหรับใช้ในบ้านพักอาศัย ร้านค้าร้านอาหารหรือสำนักงานขนาดเล็กที่ต้องใช้ไฟฟ้าหนักในช่วงกลางวันมากกว่ากลางคืน

ระบบโซล่าเซลล์ Off-Grid

ระบบออฟกริดมาพร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงกลางคืน หรือเวลาที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เหมาะสำหรับการติดตั้งไว้ใช้งานในฟาร์มที่อยู่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง การอยู่อาศัยบนเขาสูง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยรูปแบบอื่นได้

ระบบโซล่าเซลล์ Hybrid

สำหรับระบบโซล่าเซลล์แบบไฮบริดนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างออนกริดและออฟกริด ทำให้การใช้งานนั้นมุ่งไปที่ความเสถียรมากที่สุด ซึ่งข้อดีก็คือมีไฟฟ้าใช้งานแน่นอนตลอด 24 ชม. แม้ว่ามีปัญหาไฟฟ้าตกบ่อยก็ไม่ต้องกังวล จึงเหมาะมากสำหรับสถานที่ขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าได้ตลอดเวลา เช่น อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล ทั้งนี้ Solar Hybrid ก็มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษาที่สูงด้วย

ระบบโซล่าเซลล์ on grid

คุ้มค่าตั้งแต่เริ่มติดตั้ง แค่เลือกระบบโซล่าเซลล์ให้เหมาะกับการใช้งาน

เรียกได้ว่าการเลือกระบบโซล่าเซลล์ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับความคุ้มค่าจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากที่สุด ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดนี้ หลายคนคงทราบแล้วว่า ระบบ On-Grid กับ Off-Grid ต่างกันอย่างไร รวมถึงควรเลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์กับการใช้งานได้จริง

เพื่อให้ได้รับระบบโซล่าเซลล์ที่ตอบโจทย์การใช้งานและมีคุณภาพสูงสุด คุณควรเลือกผู้จัดจำหน่ายแผงและอุปกรณ์ในระบบโซล่าเซลล์ และผู้เชี่ยวชาญในงานติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีมาตรฐานรับรอง ก็จะช่วยให้การลงทุนติดตั้งโซล่าเซลล์คุ้มค่าคุ้มราคาที่ต้องจ่ายได้อย่างแน่นอน

ให้ความรู้จากบทความของเราเป็นจุดเริ่มต้น และให้ผลิตภัณฑ์
คุณภาพสูงของเราเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของโครงการคุณ

สารบัญ

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ในบทความนี้

blank

Bangkok Cable

สายไฟฟ้าชนิดตัวนําทองแดง 12/20(24) kV CV

blank

Bangkok Cable

สายไฟฟ้าชนิดตัวนําทองแดง 12/20(24) kV CV

ต้องการ
คำแนะนำเพิ่มเติม?

สารบัญ

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ในบทความนี้

blank

Bangkok Cable

สายไฟฟ้าชนิดตัวนําทองแดง 12/20(24) kV CV

blank

Bangkok Cable

สายไฟฟ้าชนิดตัวนําทองแดง 12/20(24) kV CV

ต้องการ
คำแนะนำเพิ่มเติม?

เริ่มต้นโครงการของคุณกับ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความไว้วางใจ

ให้ความรู้จากบทความของเราเป็นจุดเริ่มต้น และให้ผลิตภัณฑ์
คุณภาพสูงของเราเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของโครงการคุณ

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้รับเหมาที่กำลังมองหาซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ หรือเจ้าของบ้านที่ต้องการ ผลิตภัณฑ์คุณภาพสำหรับโครงการของคุณ ให้เราเป็นพันธมิตรที่พร้อมสนับสนุนคุณในทุกขั้นตอน

ผลิตภัณฑ์ของเรา

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โรงงานอุตสาหกรรมเป็นสถานที่ที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ขั้นตอนการผลิตสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด การเกิดปัญหาไฟดับ ไฟตก หรือเหตุขัดข้องในการนำส่งพลังงาน จะสร้างผลกระทบให้กับทั้งการผลิต และต้นทุนของธุรกิจ ส่งผลให้การมีเครื่องปั่นไฟโรงงานหรือระบบไฟสำรองโรงงาน เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกโรงงานควรมี

ในบทความนี้ จะมาพูดถึงความสำคัญของเครื่องปั่นไฟแต่ละประเภท ข้อดีในการติดตั้ง และวิธีการเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับโรงงานมากที่สุด
หม้อแปลงไฟฟ้าทำหน้าที่สำคัญในการแปลงและส่งต่อไฟฟ้าเพื่อใช้งาน โดยในปัจจุบันหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ตามมาตรฐานที่การไฟฟ้ากำหนดเอาไว้มีมากถึง 15 ขนาด ตั้งแต่ 25 kVA - 10,000 kVA โดยขนาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ หม้อแปลง 250 kVA และ 500 kVA

ในบทความนี้ จะมาแนะนำหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดต่าง ๆ พร้อมบอกเหตุผลที่ทำให้หม้อแปลง 250 kVA ขายดีและได้รับความนิยมในการใช้ภายในโรงงานมากที่สุด
หม้อแปลงไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อระบบไฟฟ้าสูงมาก เพราะทำหน้าที่ในการแปลงแรงดันไฟฟ้าที่ได้รับมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการใช้งานของเครื่องจักร และเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบต่าง ๆ โดยไม่เปลี่ยนแปลงความถี่ของกระแสไฟฟ้า ทำให้การติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าตามมาตรฐานของ กฟภ. เป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของบ้าน และเจ้าของโรงงานไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของการใช้งาน

ในบทความนี้ จะมาพูดถึงความสำคัญของหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีต่อระบบไฟฟ้า และแนวทางในการเลือกผู้ติดตั้งที่น่าเชื่อถือ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน และการติดตั้งที่ตรงตามมาตรฐานของ กฟภ.
ในการตัดสินใจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ระบบโซล่าเซลล์ อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่สุดที่เป็นเหมือนหัวใจหลักของระบบคือ อินเวอร์เตอร์โซล่าเซลล์ เนื่องจากแผงโซล่าเซลล์ทำหน้าที่เปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า แต่กระแสไฟฟ้าที่ได้ยังไม่สามารถนำมาใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปได้ในทันที ต้องผ่านกระบวนการแปลงค่าโดยอินเวอร์เตอร์ก่อน

อินเวอร์เตอร์ในท้องตลาดถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ อินเวอร์เตอร์ 1 เฟส และ อินเวอร์เตอร์ 3 เฟส ซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องของแรงดันไฟฟ้า ปริมาณการรองรับกำลังไฟ วิธีการจ่ายไฟ และข้อกำหนดทางกฎหมายของการไฟฟ้า บทความนี้จะมาแจกแจงรายละเอียดทั้งหมด พร้อมแนะนำวิธีการเลือกใช้งานให้เหมาะสม