สายไฟฟ้า คืออะไร?
สายไฟฟ้า คือวัสดุที่ใช้ในการส่งผ่านพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟ เช่น โรงไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า ไปยังอุปกรณ์หรือระบบไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบแสงสว่าง หรือมอเตอร์ในโรงงานอุตสาหกรรม สายไฟฟ้าจึงถูกออกแบบมาให้มีส่วนประกอบและคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการส่งผ่านพลังงานให้เกิดความเสถียรได้มากที่สุด
ส่วนประกอบของสายไฟฟ้า
- ตัวนำไฟฟ้า ทำจากวัสดุที่นำไฟฟ้าได้ดี เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม โดยเลือกวัสดุและขนาดให้เหมาะสมกับกระแสไฟฟ้าที่ใช้งาน
- ฉนวนไฟฟ้า ทำหน้าที่ป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วและป้องกันการลัดวงจร วัสดุที่ใช้ เช่น PVC, XLPE หรือยาง
- เปลือกนอก (ถ้ามี) เป็นชั้นป้องกันเพิ่มเติม ช่วยป้องกันสายไฟจากความชื้น แสงแดด สารเคมี หรือแรงกระแทกในบางกรณี

สายไฟแต่ละประเภท ใช้งานต่างกันอย่างไร?
ประเภทสายไฟนั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ สายไฟฟ้าแรงสูงและสายไฟฟ้าแรงต่ำ โดยขึ้นอยู่กับแรงดันไฟฟ้าที่สายไฟรองรับได้ทำให้การใช้งานของสองประเภทนี้ต่างกันด้วย ซึ่งการเลือกใช้งานสามารถพิจารณาในเบื้องต้นได้ ดังนี้
- สายไฟฟ้าแรงต่ำ (Low Voltage Cable) รองรับแรงดันไฟฟ้าต่ำกว่า 1,000 โวลต์ เหมาะสำหรับระบบไฟฟ้าภายในอาคารและบ้านเรือน
- สายไฟฟ้าแรงสูง (High Voltage Cable) รองรับแรงดันไฟฟ้ามากกว่า 1,000 โวลต์ นิยมใช้ในระบบส่งกำลังไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าและโครงข่ายไฟฟ้า
ประเภทย่อยของสายไฟฟ้ามีอะไรบ้าง?
ทั้งสายไฟฟ้าแรงดันสูง และสายไฟฟ้าแรงดันต่ำนั้นจะมีการแบ่งประเภทย่อยของสายไฟออกไปอีก เพื่อให้รองรับกับการใช้งานในแต่ละจุดประสงค์มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก่อนเลือกซื้อสายไฟฟ้าก็สามารถพิจารณาจากประเภทและคุณสมบัติเป็นหลักสำคัญได้ โดยประเภทย่อยของสายไฟฟ้าทั้งสองแบบนั้นมีดังนี้
ประเภทย่อยของสายไฟฟ้าแรงต่ำยอดนิยม
ประเภทสายไฟฟ้าแรงต่ำนั้นผลิตออกมามากมายหลายรูปแบบ โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกันซึ่งในประเภทยอดนิยมที่พบบ่อยมีอยู่ 7 รูปแบบด้วยกัน คือ
1. สาย THW
- คุณสมบัติของสาย THW (Thermoplastic High Water-resistant) ใช้ฉนวน PVC ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันความชื้นและทนต่อแรงดันไฟฟ้าได้ถึง 750 โวลต์
- การใช้งาน เหมาะสำหรับเดินสายภายในอาคารหรือในท่อร้อยสายไฟ
- นิยมใช้ภายในบ้านพักอาศัยทั่วไป
2. สาย VAF
- คุณสมบัติของสาย VAF (Flat PVC-insulated Wire) เป็นสายไฟแบน มี 2 หรือ 3 แกน พร้อมฉนวน PVC
- การใช้งาน นิยมใช้ในงานระบบไฟฟ้าภายในอาคาร เช่น เดินสายไฟเข้าปลั๊กและสวิตช์
- ข้อควรระวัง ไม่เหมาะสำหรับงานกลางแจ้งหรือในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง
3. สาย VCT
- คุณสมบัติของสาย VCT (Vinyl-insulated Circular Twin-core) มีฉนวน PVC 2 ชั้น พร้อมเปลือกหุ้มเสริม
- การใช้งาน สาย vct ใช้สำหรับงานที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น ระบบไฟฟ้าในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่
- ข้อดี มีความยืดหยุ่นสูงกว่าสายไฟชนิดอื่น และทนต่อสภาพแวดล้อมหลากหลาย
4. สาย NYY
- คุณสมบัติของสาย NYY คือ สายไฟที่มีฉนวน PVC 2 ชั้น เพื่อเพิ่มความทนทานต่อความชื้นและการกดทับ
- การใช้งาน เหมาะสำหรับเดินสายไฟใต้ดินหรือในพื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น อาคารพาณิชย์
- ข้อได้เปรียบ ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าสาย VAF หรือ THW
5. สาย IV
- คุณสมบัติของสาย IV (Insulated Wire) มีฉนวน PVC เพียงชั้นเดียว
- การใช้งาน ใช้ในงานเดินสายภายใน เช่น เดินสายในท่อหรือภายในตู้ไฟ
- ข้อจำกัด ไม่เหมาะสำหรับงานภายนอกหรือพื้นที่เปียกชื้น
6. สาย CVV
- คุณสมบัติของสาย CVV (Control Cable) เป็นสายไฟสำหรับงานควบคุม มีฉนวน PVC และมีหลายแกน
- การใช้งาน นิยมใช้ในระบบควบคุมเครื่องจักรหรือในงานอุตสาหกรรม
- ข้อดี รองรับการเชื่อมต่อสัญญาณควบคุมที่มีความซับซ้อนได้ดี
7. สาย CV
- คุณสมบัติของสาย CV (Cross-linked Polyethylene Insulated Wire) ใช้ฉนวน XLPE ที่ทนความร้อนและแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 1,000 โวลต์
- การใช้งาน เหมาะสำหรับงานเดินสายใต้ดิน งานกลางแจ้ง
- ข้อดี คือทนต่อรังสี UV และความชื้นได้ดี ใช้งานในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง
- หากลองเปรียบเทียบระหว่าง สาย CV กับ THW ต่างกันอย่างไร สาย CV นั้นจะมีฉนวน XLPE ที่ทนความร้อนและแรงดันไฟฟ้าได้สูงกว่า ขณะที่สาย THW จะเหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือภายในอาคารที่มีสภาพแวดล้อมคงที่มากกว่า

ประเภทย่อยของสายไฟฟ้าแรงสูง
สำหรับประเภทย่อยของสายไฟฟ้าแรงสูงนั้นหลัก ๆ แล้วแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบหุ้มฉนวน เช่น สาย XLPE และ SAC กับแบบสายไฟเปลือย เช่น AAC และ ACSR ซึ่งมักใช้ในระบบส่งกำลังไฟฟ้าที่ต้องการรองรับแรงดันสูง โดยสายไฟฟ้าแรงสูงมีฉนวนพิเศษเพื่อป้องกันการลัดวงจรและการสูญเสียพลังงานและเหมาะกับการใช้ในงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงต้องเลือกใช้ประเภทสายไฟให้ถูกต้อง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานและมีความปลอดภัยมากที่สุด
สายไฟฟ้า XLPE และ SAC คุณภาพสูงจาก Nutthaphume Equipment
ข้อควรรู้ก่อนเลือกซื้อสายไฟฟ้า
เพื่อให้เลือกซื้อสายไฟฟ้าด้วยตัวเองเป็นเรื่องง่าย และสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมได้มากที่สุด สามารถลองใช้หลักในการเลือกซื้อสายไฟฟ้าจาก 5 ข้อต่อไปนี้
1. แรงดันไฟฟ้าที่รองรับ
เลือกประเภทสายไฟที่เหมาะกับแรงดันไฟฟ้าของระบบ เช่น สายแรงต่ำ (THW, VAF) สำหรับบ้านพักอาศัย หรือสายแรงสูง (CV, NYY) สำหรับงานอุตสาหกรรม
2. สถานที่ติดตั้ง
การพิจารณาจากสถานที่ติดตั้งจะช่วยให้เลือกซื้อประเภทของสายไฟฟ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ภายในอาคาร ใช้สาย VAF หรือ THW หากเป็นการใช้งานภายนอกอาคารให้เลือกใช้สายไฟที่เหมาะสำหรับกลางแจ้ง ที่มีคุณสมบัติทนร้อนชื้น เช่น CV หรือ NYY ส่วนต้องการเดินสายใต้ดินให้เลือก สาย NYY หรือ CVV ที่มีฉนวนหนา เป็นต้น
3. ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม
หากใช้งานในพื้นที่ที่มีความร้อนสูง ความชื้น หรือสารเคมี ควรเลือกสายที่มีฉนวน XLPE หรือสาย CV ซึ่งรองรับกับการใช้งานในที่กลางแจ้ง และทนต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศรวมถึงการกัดกร่อนของสารเคมีได้ดี เป็นต้น
4. ขนาดสายไฟ
ตรวจสอบกระแสไฟฟ้าที่ใช้งานเพื่อเลือกขนาดสายที่เหมาะสม เช่น ขนาด 2.5 ตารางมิลลิเมตรสำหรับปลั๊กไฟทั่วไป หรือ 4-6 ตารางมิลลิเมตรสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูง เลือกประเภทสายไฟ และขนาดสายไฟให้ถูกต้อง
5. มาตรฐานและคุณภาพ
เลือกสายไฟที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. หรือ IEC เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร และอุบัติเหตุไฟไหม้ที่เกิดจากสายไฟไม่มีคุณภาพได้ และการใช้สายไฟที่ไม่ได้มาตรฐานมีตรา มอก. ยังถือว่ามีความผิดตามกฎหมายได้อีกด้วย
เลือกประเภทสายไฟให้ถูก เพิ่มความปลอดภัย ใช้งานได้แบบไม่ต้องกลัวสะดุด
เรียกได้ว่าชนิดของสายไฟฟ้านั้นมีหลากหลายประเภทให้ได้เลือกซื้อ ซึ่งก็ออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้งานในระบบไฟฟ้าที่แตกต่างกัน เช่น สาย THW เหมาะสำหรับงานเดินสายในอาคารทั่วไป สาย VCT ใช้กับงานที่ต้องการความยืดหยุ่น สาย NYY ใช้ในงานใต้ดิน และสาย CV ที่เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความทนทานสูง การเลือกใช้ประเภทสายไฟสำหรับการใช้งานที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้กับระบบไฟฟ้าได้ และช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการใช้งานได้ในระยะยาว ใครที่กำลังมองหาสายไฟฟ้าอยู่หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เข้าใจประเภทของสายไฟฟ้า เลือกซื้อได้อย่างถูกต้องและตรงตามจุดประสงค์ในการใช้งานได้ง่ายขึ้น
ดูรายการสายไฟฟ้าคุณภาพสูงจาก Nutthaphume Equipment หรือ ติดต่อเรา เพื่อสอบถามเพิ่มเติม